พุธที่ 12 ธันวาคม 2550

ปายเป็นหมู่  สู่ความหนาว
แต่ลาว  อยู่คนเดียว


ตื่นมาฉี่ราว 6 โมงได้มั้ง ห้องพัก 100 บาทก็ต้องมาวุ่นวายใช้แม่กุญแจล็อคห้องก่อน แล้วค่อยเดินไปฉี่ กลับมาก็ต้องไขกุญแจอีก นอกจากนั้นหน้าต่างยังอยู่ตรงหัวอีก แดดส่ิองเข้ามาแยงตาอย่างจัง พอ 7 โมงก็มีเสียงฝรั่งยั้วเยี้ยคุยกันไปมาให้หนวกหูเล่น ตื่นก็ได้ฟระ! จัดการกล้วยอีกสามลูกที่หลงเหลือจากเมื่อวาน แปรงฟัน ขี้ เก็บของ เดินลงมาจ่ายค่าห้อง 100 บาท เดินตามทางลงมา แวะซื้อเสบียงสำหรับการประทังชีวิตบนเรือในวันนี้ ประกอบไปด้วยกล้วย 1 หวี 5000 กีบ น้ำเปล่าขวดขาวขุ่น 2000 ส้มครึ่งโล 5000 แต่บ่มีเครื่องชั่งนะเอ้า พี่แกเลยใช้ประสบการณ์หยิบผลส้มมาให้ 4 ลูกใหญ่บวก 1 ลูกเล็ก ครึ่งโลรึเปล่าไม่รู้แต่หิ้วดูก็หนักใช้ได้ เดินต่อลงมาเจอเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าให้ลงเรือลำที่ 055 ถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ แล้วค่อยลงเรือลำดังกล่าว ซึ่งเป็นคนละลำกับเมื่อวาน ลำนี้เก้าอี้ไม้ไม่มีเบาะ

DSC_4189 DSC_4193 DSC_4203 DSC_4220 DSC_4230 DSC_4234

เจอลุงเวียดนามที่เจอที่ร้านเน็ตที่ห้วยทรายมานั่งด้วย (เป็นผมก็คงเลือกนั่งกับเอเชียด้วยกันมากกว่านั่งกับฝรั่ง) คุยกันได้ความว่าเค้าเริ่มออกเดินทางจากเมืองโฮจิมินห์ซิตี มุ่งหน้าเข้าประเทศกัมพูชาก่อน มาที่กรุงพนมเปญ ไปนครวัด ปอยเปต เข้ามาไทย กรุงเทพ ไปกลับพัทยา ต่อไปยังโคราชเพื่อไปดูฟุตบอลเวียดนามในซีเกมส์ เลยไปเชียงใหม่ เชียงแสน (สามเหลี่ยมทองคำ) เชียงของ จนมาถึงห้วยทรายเนี่ยแหละ และกำลังมุ่งหน้าไปยังหลวงพระบาง เวียงจันทน์ สะวันนะเขต เรื่อยจนกลับเข้าประเทศเวียดนาม นี่เค้าเพิ่งออกจากเวียดนามมาวันที่ 2 ธันวาคมนี้เอง 10 วันละ ไปมาหลายที่มากๆ

เรือเล็กลงแล้วเหมือนที่นั่งไม่พอ... แต่ก็พอจนได้แหละ เรือออกตอน 9.30 น. อากาศเช้านี้หนาว หมอกลงหนา ต้องรอถึง 10 โมงกว่าจะจางหาย นั่งอ่านหนังสือจัดตารางทัวร์ พลางกินกล้วยไปสองลูก จิบน้ำสักหน่อย 10.40 น. แวะรับคนเพิ่มหน่อยนึง ฝรั่งเช้านี้เงียบสงบ ยังไม่กรึ๊บเบียร์กัน มีแต่ชา-กาแฟ-บุหรี่ มารู้เอาทีหลังว่าเป็นเพราะเรือไม่มีเบียร์ขายนี่เอง เยี่ยม! 11.45 น. แวะอีก รับส่งของแล้วก็ออก 12.10 น. เรือแวะซื้อปลา กินกล้วยอีก 2 ลูกจิบน้ำตาม เดจาวูว่าเคยนั่งกินกล้วยบนเรือ ในฝันไม่เข้าใจว่าทำไม ตอนนี้รู้ละ 12.30 น. แวะ 12.40 น. แวะ 13.13 น. แวะ

DSC_4257 DSC_4261_collage DSC_4267 DSC_4270 DSC_4275 DSC_4281 DSC_4297

วิวสองข้างทางในวันนี้คล้ายๆ กับเมื่อวาน ต่างกันตรงที่วันนี้มีหมู่บ้านริมน้ำให้เห็นมากขึ้น รวมถึงวัวสามสี กลางน้ำก็เห็นแท่งแปลกๆ แรกเห็นก็งง แล้วเสียงเพลงจากหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ก็ลอยขึ้นมาในหัวพร้อมฉากที่ลิงไปค้นพบแท่งดำ (monolith) โอ้วววววว... แต่นึกดูดีๆ แท่งนี้มันมีขั้นๆ ขั้นบนสุดทาสีแดงเอาไว้ น่าจะใช้บอกระดับความสูง-ตื้นของน้ำมากกว่า ผ่านไปสักพักเจอแท่งแบบเดียวกันแต่คราวนี้มันอยู่บนโขดหิน! ขั้นบนสุดทาสีเขียว งงไปอีกระลอก

DSC_4300 DSC_4303 DSC_4309 DSC_4316 DSC_4344 DSC_4351

การนั่งเรือนี่ก็อึดอัดในระดับหนึ่ง ต้องเปลี่ยนท่านั่งอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่คับแคบเหมือนรถวินทัวร์ ที่พอคนข้างหน้าเอนเบาะมาเต็มที่ เราแทบจะขยับไปไหนไม่ได้ เป็นการฝึกความอดทนอย่างหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น...บนเรือผมก็หลับได้ ตะกี้ก็หลับ ตื่นมาทันก่อนที่น้ำจะกระเด็นขึ้นเรือมาตรงที่หัวขมำอยู่พอดี โชคดีจริงๆ ไม่งั้นหัวเปียกไปแล้ว ระหว่างทางผมก็นั่งอ่านคู่มือท่องเที่ยวจดสถานที่ต่างๆ ที่น่าไปและอาหารจานต่างๆ ที่น่ากิน พอใกล้ถึงที่หมาย เรือก็แล่นผ่านถ้ำติ่ง...แล้วเวลาก็ผ่านมาอีกยาวนานกว่าจะถึงหลวงพระบาง เป็นอันเปลี่ยนใจไม่ไปเส้นทางถ้ำติ่ง-ปากอู-ซ่างไห ละเพราะมันไกลเกิน

DSC_4367 DSC_4381 DSC_4387 DSC_4395

17.30 น. ถึงหลวงพระบาง ขึ้นบก เดินขึ้นเนิน ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก

DSC_4415 DSC_4406 DSC_4420

เสร็จก็เดินต่อขึ้นมาถึงถนน กางแผนที่ รู้สึกว่าผมจะอยู่ด้านหลังหอพิพิธภัณฑ์ เห็นหนังสือบอกว่าย่านบ้านเจ๊กมีที่พักราคาถูก แล้วมันก็ใกล้สุดด้วยตอนนี้ ตามนั้น เดินไปบ้านเจ๊กเพื่อหาที่พัก แต่มีแต่แพงๆ 500 400 หรือ 10$ up ก็มี สักพักรู้สึกได้ว่าย่าน 'little ข้าวสาร' นี้มันต้องแพงไปหมด เลยเดินไปทางเลียบแม่น้ำคาน

หลวงพระบางตอนกลางคืนค่อนข้างมืด ไฟถนนบ่ค่อยมี เดินตามแผนที่ไปตามที่มันระบุว่ามี GH นั่นแหละ ระหว่างเดินนี่ก็สะพายทั้งกระเป๋าสัมภาระและกระเป๋ากล้องอีก หนักไม่ใช่เล่นแต่ก็อดทนไว้ ตรงหัวมุมมี GH อันนึงราคาต่อได้เหลือ 65,000 กีบ (ประมาณ 232 บาท) ห้องนอน only สไตล์ไม้ๆ เหมือนที่ปากแบ่ง ห้องน้ำ share 2 ห้อง แต่ยังไม่ชัวร์ อยากได้ถูกกว่านี้เลยเดินหาต่อ...ไม่มี ท้อเลย เดินลัดมาถนนหลักที่ขนานอยู่ เดินมาถึงหัวมุมก็เจอสาวน้อยร่างเล็กแต่งตัวแนวๆ คือเสื้อยืดกางเกงเล สะพายย่ามลาวๆ ผมสีอีกต่างหาก แบบว่า highlight เลยทักไปว่า "คนไทยป่าวครับ?" เธอหันมา...โอ้สวยแฮะ (ด้วยอุปการะคุณจากไฟถนนเหลืองๆ สลัวๆ) หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ก็จำไม่ได้ หรือว่าผมจะเคยเห็นเธอ...ในความฝัน? ภายหลังถึงมานึกได้ว่าหน้าคล้ายนุ่น สินิทรา...

เธอหันมา...แล้วตอบว่า "ลาว" ผมทำหน้าแปลกใจแล้วตอบกลับไปว่า "หน้าเมื๊อนคนไทย" ด้วยสำเนียงพยายามจะลาวของผม ที่ผมทักเธอเพราะเห็นเธอยืนงงๆ อยู่หัวมุมถนน ราวกับเป็นคนต่างถิ่นที่มาเยือนที่นี่ ทักไปเผื่อได้ให้(หรือรับ)ความช่วยเหลือ

DSC_4441

เดินต่อมาบ้านพักเรวะดี ซอยข้างเฮือนมรดก หนังสือบอกว่า 8$ มาถึงก็นะ.... 9$ แล้ว เดินลึกเข้าซอยไปอีกก็เจอความหวัง ทัก "สะบายดี" ไปหลายรอบไม่มีใครโผล่ออกมา จนต้องเดินลึกเข้าไปในบ้านกว่าจะเจอใคร ถามได้ราคา 60,000 กีบ ห้องน้ำ+น้ำอุ่น เยี่ยมไปเลย! ...แต่แล้ว...เธอก็ลืมบอกไปว่าไม่มีห้อง...แป่ว เดินต่อสุดซอยที่วัดเชียงม่วน เลี้ยวซ้ายมาโผล่ถนนอุ่นเฮือน เดินกลับมาจุดเดิมที่ขึ้นมาจากท่าเรือ แล้วไปอีกทางเลี้ยวซ้ายเข้าถนนข้างหอพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวขวาเข้าทางไปตลาดเช้า โผล่ออกมา...เอ้อ กลางคืนก็มีของกินขาย มาสี่แยกใจกลางเมือง แล้วตัดสินใจไปหา GH แถวสี่แยกคอกวัว ปากซอยนึงมีป้าย GH เลยเดินเข้าไป แล้วก็มาได้ที่ สีปะดิด 60,000 กีบ เหมือนรายก่อนหน้า ดูห้องแล้วโห! สวยสะอาดว่ะ เอาเลย! เป็นการ adventure หาห้องพักราคาถูกที่โดนใจจริงๆ แม้สัมภาระบนบ่าจะทำเอาปวดไหล่

DSC_4443 DSC_4445 DSC_4447 DSC_4448

วางกระเป๋าแล้วเดินลงมา (ห้องอยู่ชั้นสอง) เป็นได้พบกับความจริงอันน่าสลด เมื่อผมถามเจ้าของ GH ถึงการเช่าจักรยาน แกตอบว่าไม่มีให้เช่าแล้วเพราะตำรวจห้าม ประมาณว่าเกิดเรื่องเลยห้ามหมด มอ'ไซค์ก็เช่นกัน ห้ามเช่า  - ง่ะ - ในหนังสือยังบอกว่ามีอยู่เลย เดือดร้อนนะเนี่ยข้อมูลไม่อัพเดท เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จำต้องเปลี่ยนแผนการเที่ยว ที่ไกลๆ นอกเมืองก็ปั่นไปเที่ยวไม่ได้แล้ว ได้แต่เดินเท้าตระเวนดูสิ่งต่างๆ ในเมืองเอา

เดินคอตกออกจากที่พัก กะไปฝากท้องแถวสี่แยกคอกวัว อากาศที่หลวงพระบางก็เหมือนปาย ตอนกลางคืนหนาว ข้าวของที่นี่ก็ยังไทย ทีวีก็ไทย เดินดุ่ยๆ อยู่ก็มีคนหนุ่มซ้อนมอ'ไซค์ขี่มาพูดว่า "วี้ๆ" พร้อมยื่นๆ อะไรสักอย่าง งงๆ ว่ะ แล้วเค้าก็ขี่มาจอดด้านหน้า เดินมาถึงก็คุยกันว่าอะไร ที่แท้จะมาขาย weed กัญชานั่นเอง ถามว่าเท่าไหร่ 500 บาทห่อนึง ทรงผมฉันคง hippie มากถึงได้มา offer กูขนาดนี้ ก็เลยถามว่ากูจะสูบยังไง-บ้องหรือมวน? น้องตอบว่า "ถ้าพี่ต้องการ น้องจัดให้ได้" ก็บอกว่าไม่เป็นไร ยังไม่เอา แต่น้องก็บอกเดี๋ยวไปคุยตรงหลืบมืดๆ โค้งซอยหน้า พอเดินไปถึงโค้งเปลี่ยวๆ นั้น (มันเป็นทางผ่าน) น้องก็โผล่ออกมาจากมุมมืด เข้ามาคุยประชิดเลย ผมก็บอกว่าไม่เอา น้องก็บอกว่าถ้าพี่อยากได้อย่างอื่นเช่น heroin ก็มี เลยบอกไปว่ายังไม่เอาๆ เป็นอันเข้าใจกันเสียที จะว่าไป ถึงซื้อมาก็ไม่รู้จะไปสูบที่ไหน ห้องพักก็ห้าม...

DSC_4450_auto
sticker รณรงค์ที่แปะอยู่ในร้านเฝอ

เดินมาถึงสี่แยกคอกวัว เจอร้านที่หมายปอง สั่งเฝอเป็ด น้องเดินมาถามว่าเส้นใหญ่หรือเส้นน้อย...อ่อ หมายถึงเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก ...เอาน้อย หน้าตาร้านก็เหมือนร้านอาหารห้องแถวทั่วๆ ไปในเมืองไทย นั่งดูละครไทยในทีวีได้แปบนึงเฝอก็มา มีเกี๊ยวด้วย เสิร์ฟพร้อมจานผักสด

DSC_4453

นั่งซดเส้นพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศ เห็นทีวีเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาไทยแล้วคิดฮอดบ้านเฮา หลังจากโซ้ยเฝอที่อร่อยใช้ได้ ก็ลองสั่ง 'น้ำหวาน' มาลอง เป็นรวมมิตรขนมหวานหลายๆ อย่างในน้ำกะทิ แปลกดี

DSC_4454_auto

พอเรียกเก็บตังค์เนี่ยสิ ถึงได้ซาบซึ้งในค่าครองชีพในลาว ไอ้เราก็นึกว่าบ้านเมืองที่พัฒนาล้าหลังเราจะมีแต่ของถูก ที่ไหนได้ ไม่ถูกเลยแฮะ นั่นเพราะของต่างๆ นั้นสั่งมาจากไทย ค่าขนส่งก็....นะ สรุปคิดเงินเฝอ 12,000 น้ำหวาน 3000 = 54 บาท (ปัจจุบันคงขึ้นไปอีกบานเพราะไทยของก็ขึ้น)

ออกจากร้านมาก็เดินเล่นนิดๆ หน่อยๆ เด็กแว๊นที่นี่เยอะว่ะ หมวกก็ไม่ใส่ เจอร้านเน็ตโทรกลับไทยไปหาแม่ 2 นาที 8000 กีบ (29 บาท) นักท่องเที่ยวเดินสวนอยู่บ่อยๆ แต่อยากรู้จักกับสาวเกาหลีหรือสาวญี่ปุ่นจัง ยังคงนึกถึงหน้าสาวลาวสวยหลายคนนั้นตอนที่เธอหันหน้ามาอยู่เลย

DSC_4462 DSC_4466 DSC_4468 DSC_4472 DSC_4474

ตามหนังสือที่อ่านมา หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกที่เหมือนจะคงไว้ซึ่งความดั้งเดิม แต่ตามที่เดินสำรวจดูจากร้านข้างทาง ฉันว่าหลวงพระบางเปี๋ยนไป๋ เอาใจฝรั่งมากขึ้น ปรับเปลี่ยน-ตกแต่ง-ต่อเติมร้าน-อาคารให้อัพราคาสินค้าต่างๆ เมื่อหลวงพระบางกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ชาวต่างชาติก็แวะเวียนมาเยี่ยมชมเมืองเล็กๆ แห่งนี้กันมากขึ้น เสน่ห์เก่าๆ มันก็หายไปเมื่ออะไรๆ ก็ for farang ...แต่ยังไงผมก็จะพยายามหาธรรมชาติของหลวงพระบางให้ได้

ดึกแล้วปกติผมจะหาขนมมากินตอนกลางคืน เป็นพวกกินดึกลงพุง แต่ของกินในลาวนอกจากข้างทางแล้ว ที่เหลือก็เป็นขนมขบเคี้ยวจากไทยไปเสียหมด เลยไม่มีความต้องการจะซื้อหนมกิน เพราะไทยก็มี ลงเอยที่ผลไม้่แทน...ดีต่อสุขภาพ

DSC_4477

กลับห้องมานึกๆ ดูแล้วเสียดาย การไม่วางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้าทำให้ลำบากฉะนี้ จะไปโทษหนังสือมันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่มันพิมพ์มาตั้งแต่ 3 ก.ย. 2549 เรื่องเช่าจักรยานเพิ่งจะยกเลิกไปเอง ถ้าเอาเวลาไปอ่านบอร์ด trekking ก่อนหน้านี้คงวางแผนถูก ในเมื่อปั่นไปไหนไกลไม่ได้แล้ว เลยลองนึกถึงการเหมารถไปแทน การท่องเที่ยวนอกเมือง หนังสือบอกเหมารถไป 300,000 กีบ (1071 บาท) ซึ่งตอนนี้น่าจะขึ้นราคาแล้ว แพงแฮะ เลยปลอบใจตัวเองว่า: "เส้นทาง บ้านผานม-ช่างค้อง ตัดไปได้เลย ในเมืองตะกี้ก็มีผ้าทอกับสมุดโน้ตกระดาษสา ซื้อในเมืองเอาก็ได้วะ ส่วนน้ำตก...ไทยก็มี น่าจะเจ๋งกว่าด้วย!" ด้วยเหตุนี้ที่เหลือก็สองตีนซอย! น่องเหล็กอึดเกินพิกัดอยู่แล้วนี่ ปฏิญาณตนเลยว่าจะเดินให้ครบถนนหลักทุกเส้นสายในหลวงพระบาง! อุตส่าห์คิดจะ biking adventure เสียหน่อยเหมือนที่เชียงใหม่ กลับกลายเป็นต้อง endurance walking แทน

DSC_4482

แล้วผมก็อ่านหนังสือวางแผนไปวังเวียงซะงั้น เดินทางน่าจะ 6-7 ชม. ถ้าออก 7 โมงก็ถึง 14.00 น. เดินเที่ยวถ่ายรูป
ถ้าออก 9 ถึง 16 ยังพอไหว
ถ้าออก 11 ถึง 18 งี้แวะท่องราตรีแล้ว
ถ้าออก 13 ถึง 20 จะไปค้างทำไม!
ตั๋วน่าจะราว 25,000 กีบ
เหมือนวังเวียงจะไม่มีอะไรให้ผมทำ เพราะแคนู คายัก rafting ไต่หน้าผาไทยก็มี เลยขีดเส้นใต้ไปดูแม่น้ำซอง สำรวจถ้ำกับวัด

<<< ย้อนกลับ | อ่านต่อ >>>

อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
    ปฏิทิน ธันวาคม 2550   1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13-1  13-2 14-1  14-2 15-1  15-2
16-1  16-2 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31     <ปฐมบท> (เสริม-ภาพ) [เสริม-ทุน]

3 comments:

Anonymous said...

ในที่สุดก้อถึง "หลวงพระบาง"สักที

เหนื่อยแทน ~___~

ดีใจด้วยน่ะ

แต่นี่ขนาดอยุ่ลาวแล้วยังไปปิ๊งสาวอีกรือ แล้วสาวเชียงใหม่คนนั้นล่ะ ไปเก็บไว้ไหน?

แอบเห็นรูปป้ายที่ให้คนข้ามถนนว่ามันไม่เหมือนของไทยแหะ เป็นรุปผู้หญิงเกล้ามวยผมซะด้วย(นึกว่าจะเหมือนกันทั่วโลกซะอีก)

Anonymous said...

ห้องอันนี้สวยงาม น่านอน 555+

เออ อยากรู้จักสาวเกาหลีหรือญี่ปุ่น ทิ้งสาวเชียงใหม่ไปเลยนะ

โบว์

Anonymous said...

นั้นดิ่! ผีทะเล
5555

ลืมสาวเชียงใหม่ไปเลย -*-

แต่พระอาทิตย์ตกดินที่หลวงพระบางสวยดีจัง
คงจะไปให้เห็นด้วยตาตัวเองซักครั้ง

และเชื่อว่าคงเร็วๆนี้

พลอย/