ปายเป็นหมู่ สู่ความหนาว
แต่ลาว อยู่คนเดียว
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้าน-อาคารที่นี่คือจะมีปีค.ศ. ระบุไว้อยู่ด้านบนของตัวอาคาร ปีที่ระบุคาดว่าเป็นปีที่ตึกนั้นสร้างขึ้นมา ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้มีอยู่ทุกหลัง เห็นมีตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 30 เรื่อยไปจนถึงทศวรรษที่ 90 คงเป็นค่านิยม ประเพณี หรือธรรมเนียมที่สืบทอดกันมากระมัง
คนหลวงพระบางเลี้ยงไก่กันเยอะ ไม่ค่อยอยู่ในเล้ากันด้วย ชอบพาลูกๆ ออกมาเดินเล่นตามท้องถนน น่ารักไปอีกแบบ
ต่อมาก็มาถึงวัดแสน วัดซึ่งไม่เสียค่าเข้า ผมก็เลยลองเดินแวะเข้าไปดู ลวดลายสีทองบนกำแพงพื้นแดงสวยงามดี
แล้วยางโฟกัสที่เลนส์ก็หลุดหายไป ...หาไม่เจอ... มันก็หลุดๆ หลวมๆ มานานละ ไม่ยอมถอดเก็บเอง แถมก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้วนี่ ใช้แต่ระบบ auto focus พอทำใจได้และเดินจากไป ก็ยังรู้สึกตะหงิดๆ มีความเคลือบแคลงใจฝังลึกอยู่ เลยขอเดินวนมาหาอีกรอบ หาดูอีกที เจอโด่ๆ อยู่ตรงทีุ่่ถ่ายรูปแม่น้ำคาน ก็ว่าเสียง 'ตุบ' ที่ได้ยินเหมือนอะไรร่วงตอนถ่ายรูป น่าจะเป็นยางนี้ ตอนแรกหาไม่เจอ กลับมาดูใหม่แดดส่องสะท้อนเห็นชัดเจน... ระหว่างความชุลมุนของผมนั้นฝาเลนส์ก็พลีกายไปขูดกับกำแพงรั้ว ดีที่ปิดฝาไว้ ไม่งั้น filter คงแย่
ภาพต้นเหตุึความวุ่นวายในครั้งนี้
ผ่านเรื่องกวนใจแล้วก็มาสนุกกับการเดินเตร่กันต่อ หลวงพระบางมีร้านโชว์ห่วยเยอะมากๆ เยอะเหมือนเซเว่นที่กรุงเทพนั่นแหละ ผมก็เลยขออุดหนุนเสียหน่อย ซื้อข้าวตังไม่ราดหน้ามากิน 2 ชิ้น 1000 จ่ายไป 2000 ดูแล้วแกขี้เกียจทอนเลยเอาถั่วลิสงมาอีกถุง 1000=2000 พอดี เดินมาอีกร้านซื้อน้ำเปล่าขวดขาวขุ่น 2000 กีบ บ่ายแก่ๆ แดดก็เริ่มทิ่มเข้าตา เพราะถนนมันมุ่งหน้าเข้าหาแสงแดดอย่างจัง ต้องคอยเอามือบังหน้าแล้วก้าวเดินอย่างระมัดระวัง
เจอวัยรุ่นชาวหลวงพระบางเตะตะกร้อกันอย่างสนุกสนาน ท่าทางจะเป็นกีฬาสุดฮิตของที่นี่ เลยมาก็เจอเด็กๆ วิ่งเล่นกันหลังเลิกเรียน เป็นภาพที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ลูกหลานเราก็ไม่ใช่ คงเป็นเพราะอาทิตย์ที่สาดแสงและความมีชีวิตชีวาไร้เดียงสาของเด็กๆ เหล่านี้กระมัง ต่อมาก็เจอโรงเรียนสอนศิลปะ แต่มันร้างเพราะนักเรียนกลับไปหมดแล้ว เหลือแต่วงตะกร้อวงเดิมที่เดินผ่านมาเมื่อครู่นี้
จริงๆ ผมไม่ได้มีแผนการเดินอะไรวางไว้หรอก ก็แค่พยายามเคลียร์เส้นทางบนแผนที่หมดไปเป็นส่วนๆ เริ่มจากที่ๆ อยู่ห่างจากบ้านพักมากที่สุดก่อน หลังจากนั้นก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ แรกเริ่มวันนี้ผมกะไว้ว่าจะไปชมพระอาทิตย์ตกบนพระธาตุพูสี แต่เวลาก็ล่วงมาจนห้าโมงเย็น เส้นทางสำรวจยังเหลืออีกมากมาย ไว้พรุ่งนี้แล้วกัน
แล้วผมก็เดินเท้าไปสู่ the road less traveled by นั่นคือถนนพูสี ซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำคาน บริเวณหลังพระธาตุ แถวนี้มีผับ-บาร์บริการฝรั่งเยอะดี เลยไม่แปลกที่ทั้งร้าน ช้างคาเฟ่ และ Books & Tea L'entranger ต่างก็ for farang, farang style เลยไม่ได้ใช้เงินที่นี่ สุดท้ายได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกอยู่สามแยกปั๊ม Caltex ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ แต่เราก็เลือกแล้วนี่เนาะ พยายามทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน
มืดแล้วก็เลยสงสัยว่าลาวมีเพลงชาติเปิดตอน 8.00 น. กับ 18.00 น. เหมือนบ้านเราหรือเปล่า ไม่รู้จะถามใครก็เลยเดินสำรวจกันต่อ มาถึงสี่แยกคอกวัวแล้วเลี้ยวซ้ายออกไปนอกเมืองดูบ้าง เริ่มปรากฏความเจริญ เจอร้านขายเสื้อผ้าตามสมัยนิยม ร้านขายเพลงขายหนัง รวมถึงร้านตู้มือถือด้วย
เลี้ยวขวามาอีกถนนนึงก็เจอคนตั้งโต๊ะเรียงรายกันบนฟุตบาท ลองสังเกตการณ์ดูถึงได้รู้ว่ามันคือโต๊ะขายหวย ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะขี่มอ'ไซค์กันมา จัดโซนนิ่งซะ ดูเป็นระเบียบทีเดียวเชียว เลยมาหน่อยก็มีร้านโชว์ห่วยริมทาง
ชานเมืองตอนกลางคืนนี่ก็เปลี่ยวใช้ได้เลย ถนนก็กว้างโล่ง ไม่ค่อยมีผู้คนเดินไปมา มีกูเดินอยู่คนเดียว จะปลอดภัยไหมนี่? แต่ก็เดินต่อ ก้าวต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นอรรถรสของการผจญภัย เดินไปก็นึกขึ้นมาได้ว่าหลวงพระบางไม่มีสัญญาณไฟจราจรเลยสักอัน คงเพราะรถไม่เยอะ ไม่ติด และส่วนมากเป็นมอ'ไซค์กับจักรยาน
...จนมาเจอลาวมุง มุงอะไร??? ไม่รู้จะบอกว่าดวงดีหรือดวงซวย เจออุบัติเหตุจราจร เพิ่งบ่นเรื่องสัญญาณไฟไปไม่นาน เท่าที่ฟังลาวมุงแถวนั้นคุยกัน รู้สึกว่ามอ'ไซค์วิ่งมาเจอรถเลยหักหลบท้ายปัดแล้วก็ล้มลง เหตุเกิดที่แยกพูว่าวตัดกับพะมหาปัดสะนัน ที่เกิดเหตุตอนมาเจอมีแต่มอ'ไซค์ล้มอยู่ ข้างหน้ามีมอ'ไซค์ตำรวจหนึ่งคัน ตำรวจลาวเอาที่วัดฟุตมาทาบระยะต่างๆ ทาบจากมอ'ไซค์ไปเกาะกลาง ไปสี่แยก ถือว่าผมโชคดีแล้วกัน เพราะไม่เจอง่ายๆ หรอกสำหรับนักท่องเที่ยว วัยรุ่นลาวเห็นผมถ่ายรูปก็ขอดูแล้วไปเก๊กกับมอ'ไซค์ตำรวจให้ถ่าย ผมไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ ให้รู้ว่าเป็นคนไทย ปล่อยให้คิดว่าเป็นยุ่นไป
จุดมุ่งหมายที่เดินมา out city ขนาดนี้ก็เพื่อตามหาร้านเฝอจันทะหนอม แต่สุดทางแล้วก็ไม่เจอ เจอแต่สนามกีฬาอันเงียบสงัด กับสนามแข่งเปตองตอนกลางคืน ดีแฮะ...ถ้ามันไม่มีการพนันนะ ว่าแต่ซีเกมส์มีเปตองป่าว? ที่นี่แปลกอย่าง เณรวัดเดินกันเป็นกลุ่มตอนกลางคืนราวกับเป็นเรื่องปกติ หลวงพระบางคืนนี้เห็นดาวชัดจรัสหล้า แหงนหน้าชื่นชมความงามประทับไว้ในจิต ก่อนที่ขอบตาด้านล่างจะปรากฏภาพฝรั่งหนึ่งนางกำลังขี่ LA Bicycle ไหนว่าไม่มีจักรยานให้เช่าไง...! สรุปว่ารอบชานเมืองหลวงพระบางเจริญด้วยบ้านสมัยใหม่ (กว่าข้างในเมือง) ถนนกว้างๆ และแน่นอน อบายมุขทั้งหวยและร้านเหล้า รวมถึงร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ไม่ค่อยมีอะไรให้นักท่องเที่ยวไปเยือนนัก
ตอนนี้หิวจะแย่แล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เคี้ยวอาหารลงท้องมันนานจนจำไม่ได้ เดินกลับมาแถวสี่แยกใจกลางเมือง ซัดข้าวจี่ก่อนเลย 1000 กีบ เหนียวๆ เค็มๆ อร่อยดี ข้าวจี่ก็คือข้าวเหนียวปิ้งราดน้ำปลา น้ำปลาร้า ชุบไข่(ไก่)คน
ต่อด้วยปอเปี๊ยะสด อร่อยเด 1000
ซื้อไคแผ่นถุงละ 2000x2 ถุง=4000 ถุงนึงก็ 1 แผ่นยังไม่เคยลอง แวะชม gallery ภาพถ่ายของ Paul Wager ส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำกับครอส ซื้อ postcard จากที่นี่เหมือนกันสองใบ ใบละ 3000 เป็น 6000 แบบว่ารูปอื่นๆ มัน'ไม่ใช่ ' สู้รูปที่โชว์ไม่ได้ (รูปที่โชว์กับรูปโปสการ์ดต่างกัน) ตรงสี่แยกใจกลางเมืองนี้ กลางคืนขายแผ่นผีทุกประเภทดาษดื่นมาก ตระกูล vampires ก็มี! ข้ามถนนมาซื้อ baguette เปล่า (ไม่ใส่เครื่อง) 3000 เรื่องข้ามถนนในลาวนี่คนทั่วไปอาจไม่ลำบากนัก แต่สำหรับคนไทยอย่างผมนี่ต้องมองซ้ายมองขวามากเป็นพิเศษ เพราะที่นี่ขับรถเลนขวา!
ต่อด้วยการเลือกเสื้อยืดอย่างยาวนาน ขายตามไซส์ M 50 บาท L 70 บาท หรือ 20,000 กีบ เล็งไว้สามลาย - สะบายดี, อักษรลาว, แล้วก็ดาวคอมมิวนิสต์ ทีแรกเลือกไซส์ L พอมาดูไซส์ M เพื่อซื้อไปฝากเพื่อนโต๊ด มันดันเป็นไซส์กูซะงั้น เลยต้องดู M แทนและไม่มีให้โต๊ดแล้วเพราะ M นี่เล็กสุดละ เค้าเน้นขายฝรั่ง สรุปได้เสื้อมาสามตัว 42,000 กีบ (150 บาท) ถูกจัง แต่คุณภาพคง.....นะ ข้ามมาเจอเค้กผลไม้นานาชนิดราคาย่อมเยาว์ ชิ้นละ 5000 เท่านั้น ได้กล้วย แครอท ช็อคโกแลต 15,000
ซื้อเสร็จ เดินกลับ ถึงบ้านราวๆ สี่ทุ่ม! สุดตีนจริงๆ กว่า 13 ชั่วโมงแห่งการเหยียบย่ำเมืองหลวงพระบางแบบ nonstop ไม่มีแวะนั่งหรือแช่ใดๆ แล้วก็เริ่มพิธีการถ่ายรูปสิ่งต่างๆ ที่หิ้วกลับบ้านมา ทั้งอาหารและของฝาก ถ่ายไปกินไป ฟังเพลงบอย-ป๊อดไป ต้องขอบคุณเพลงของพี่ๆ ทั้งสองที่ช่วยคงสุขภาพจิตที่ดีของผมไว้ ไม่งั้นเหงาตายแน่เลย
รสชาติไคแผ่นนั้นอร่อยเลยแหละ เหมือนสาหร่ายปรุงรส ชนิดที่ว่าต้องซื้อฝากคนแถวบ้าน เค้กก็อร่อยมากเช่นกันทั้งสามรส ส่วน baguette ก็แข็งๆ สไตล์ฝรั่งเศส กินเสร็จก็มานั่งเขียนโปสการ์ดไปราวครึ่งชั่วโมง ต่อด้วยการวางแผนการเดินทางของวันพรุ่งนี้ ตอนนี้เหลือเงินอยู่ 608,000 กีบ (2171 บาท)
| อาทิตย์ | จันทร์ | อังคาร | พุธ | พฤหัส | ศุกร์ | เสาร์ |
| ปฏิทิน | ธันวาคม | 2550 | 1 | |||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13-1 13-2 | 14-1 14-2 | 15-1 15-2 |
| 16-1 16-2 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | <ปฐมบท> | (เสริม-ภาพ) | [เสริม-ทุน] |
3 comments:
เลี้ยวขวามาอีกถนน นึุง ก็เจอคนตั้งโต๊ะเรียงรายกันบนฟุตบาท
เจอที่พิมพ์ผิดละ
(^^)
แก้ให้แล้วครับ
พอดีผมไม่ได้ใช้ vista เลยมองไม่เห็นน่ะ
ขอบคุณที่ตรวจทานนะครับ
ลาวมุง 555+
นี่ก็มีไทยไปมุงกะเค้าด้วยไง
โบว์
Post a Comment